People of MDCU

คิดถึง MDCU

รศ.พญ. ผจง คงคา กับ ชีวิตนิสิตแพทย์รุ่นที่1

รศ.พญ. ผจง คงคา กับ ชีวิตนิสิตแพทย์รุ่นที่1

“ ถึงจะให้สามารถย้อนเวลากลับไปได้ 70 ปี อาจารย์ก็ไม่ได้อยากให้แพทย์จุฬาของเราเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะรู้สึกก็ดีอยู่แล้วเนอะ”

เนื่องในการเปิดWebsiteใหม่ของสมาคมศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางทีมงานขอโอกาสเปิดตัว “Human of MDCU” ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้เราได้มีโอกาสทำความรู้จักรุ่นพี่คณะแพทยศาสตร์จุฬามากขึ้น ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของเหล่า ’The columnists’

ทางทีมงานได้มีโอกาสไปพูดคุยกับรุ่นพี่นิสิตแพทย์รุ่นที่ 1 ของคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง คือ รศ.พญ. ผจง คงคา อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับอาจารย์ผจง คงคา ทั้งในฐานะนิสิตและอาจารย์รุ่นแรก และร่วมย้อนเวลาฟังเรื่องราวในอดีตของคณะแพทยศาสตร์ของเรา

ทั้งนี้บทความได้ถอดความมาจากคำพูดที่อาจารย์ใช้ เพื่อให้การอ่านรู้สึกเหมือนการได้ฟังมาจากอาจารย์ อาจจะมีคำศัพท์เฉพาะหรือชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวถึงบ้าง ซึ่งจะแจ้งความหมายที่หมายเหตุ

 

“ชีวิตนิสิตแพทย์รุ่นที่1”

...ตอนที่เขาเริ่มจะเปิดที่นี่ คือเนื่องจากว่ารัชกาลที่8 ได้พระราชทานปริญญาบัตรคณะแพทย์ซึ่งเมื่อก่อนมีที่ศิริราชแห่งเดียว พระองค์ทรงปรารภขึ้นมาว่าแพทย์มีที่นี่แห่งเดียวหรือ ไม่พอนะ ควรจะสร้างคณะแพทย์เยอะๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ว่ารัฐบาล จะสร้างคณะแพทย์ขึ้นมาใหม่ แยกตัวจากศิริราช ดูไปดูมา เขาก็มาเลือกที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งตอนนั้นก็ยังก๊อกแก๊ก ก่อตั้งก็รีบตั้งมา งบประมาณก็ไม่ค่อยมี เรียนๆไปสักพัก เดี๋ยวจะยุบ เดี๋ยวจะอะไรไม่รู้ เราก็ตื่นเต้น ใจไม่ค่อยดี นึกว่าเขาจะปิด เอากลับไปเรียนกับศิริราช ตอนนั้นอาจารย์หมอเฉลิม(1) ไปติดต่ออะไรต่ออะไร ไปจัดการเรื่องงบประมาณให้เลยได้เรียนต่อ ค่อยใจชื้นขึ้นหน่อย

...ที่เรียนก็เป็นเรือนไม้2 ชั้น เมื่อก่อนเขาเคยใช้อบรมพยาบาลของสภากาชาดเมื่อมีศึกสงคราม เราก็ไปอาศัยเขาอยู่ ข้างหน้าเป็นสนาม และมีสระเล็กๆอยู่หน่อย เขาก็ให้เป็นที่เริ่มเรียนของ Anatomy เดี๋ยวนี้ตรงนั้นก็เป็นตึกเรียนของคณะแพทย์ใหม่ (2)

...หอพัก ตอนแรกๆไม่มี จนกระทั่งขึ้นปีสอง ปีสาม มีเรือนไม้อยู่แถว ตึกไผ่สิงโต เขาก็ให้ไปอยู่ตรงนั้น ความจริงแล้วตอนนั้นมันก็ไม่ค่อยมีที่ ก็จะให้ไปอยู่ตรงนู้นตรงนี้

 

“การเรียนในสมัยก่อน” 

เมื่อก่อนมหาวิทยาลัยแพทย์ มี 2 คณะ คือ ศิริราช กับ จุฬาฯ  แต่ตอนหลังเราก็แยกออกมา การเรียนเป็นเหมือนปัจจุบันที่เรียนเลคเชอร์ 3 ปีแรก และคลินิค อีก3 ปี เอามาจากศิริราชว่ามีอะไรบ้าง อาจารย์ก็เป็นหมอที่จบจากศิริราชมา

...ในรุ่นตอนนั้น ตอนเข้ามี 64 คน แต่จบเหลือ 36 คน คือว่าพวกนึงเรียนแล้วก็ไม่ไหว ลาออกไปเลย ไม่ยอมมาเรียน อีกพวกย้ายไปทันตแพทย์ เภสัชฯ  สัตวแพทย์ก็มี คล้ายๆว่าเรียนน้อยหน่อย เรียนแพทย์ไม่ไหว มีเพื่อนผู้หญิงที่ลาออกไปเลย เราก็อุตส่าห์ไปตามนะ เพื่อนสนิทๆกัน  อาจารย์ก็ตามไปถึงบ้าน บอก มาเรียนหน่า เดี๋ยวเราจะช่วยกันติวให้ เขาก็ร้องไห้ บอกว่าไม่ไหว ก็อย่างนั้นแหละ

...สมัยเรียนอาจารย์เขียนกระดานสอน  เราจดใส่สมุด เข้าห้องสมุด ก็ไม่มีหนังสืออะไร มีแค่ไม่กี่เล่ม แม้แต่หนังสือ anatomy ที่เป็นปึ้กๆ ก็ไม่มีนะ ต้องไปหาพวกหมอเก่าๆที่เขาเรียนศิริราชแทน ไม่มีขายด้วย ในห้องสมุดมีอยู่เล่ม 2 เล่ม ก็ผลัดกันอ่าน ผลัดกันยืม มันก็ขลุกขลักเหมือนกันนะ

...ตอนนั้นอาจารย์ใหญ่ 1 มีนักเรียนผ่า สี่คน ข้างซ้ายสอง ข้างขวาสอง เวลาเรียนเราก็ปิดหน้าไว้ก่อนยังไม่เปิด ยังกลัวๆอยู่เหมือนกัน 

...เวลาเรียนชั้นคลินิคก็มีราวด์เช้าตั้งแต่ 6-7โมงก็ต้องขึ้นวอร์ด ราวด์เย็น ดูคนไข้คนละ3-4 คน ต้องเจาะเลือดเองอะไรเอง ก็รู้สึกหนักเหมือนกันนะตอนนั้นน่ะ ต้องอยู่เวรกลางคืน แต่ถ้าใครมาเรียกก็ต้องไปผ่าตัด ตอนนั้นคนไข้เป็น diptheria ต้องผ่าคอ อาจารย์จะไม่ชอบผ่าตัดเลย ไม่ชอบมีด ไม่ชอบเลือด แต่ว่ามีเพื่อนคนนึงเค้าชอบ พอคนเขามาเรียกเขารู้เขาก็อาสาเลย เขาไปเอง เราไม่ต้องไป แต่เราก็ไปอยู่เวรให้เด็กแทน เพราะงั้นเรามีที่จะให้เลือกเรียนต่อคือMed (3) กับเด็ก  ก็เนี่ยถึงได้มาอยู่เด็ก

.​..สมัยนั้นยังไม่มีการใช้ทุน จบแล้วก็ทำงานเป็นแพทย์เลย อาจารย์ก็อยู่เป็นแพทย์ประจำบ้าน เป็นตอนแรกresident  เงินเดือนห้าร้อยเจ็ดสิบห้าบาท ก็อยู่กันได้ กินอยู่ในโรงพยาบาล ถึงเวลาเขาก็มีอาหารมาให้ ตอนเรียน resident เหมือนเรียนรวม ๆ ยังไม่มีแยกสาขาย่อยอะไรมาก ใครจะไปเด็ก ไป medicine ก็แยกกันไป

​ตอนนั้นอาจารย์อยู่เป็นresident แล้วก็ไปเมืองนอก ที่มหาลัย Pennsylvania ไปเรียน Pediatrics 8 เดือน กลับมาก็ไปอยู่ข้างนอก 4-5 เดือน ละก็ค่อยกลับมาเป็นอาจารย์ภาคกุมารที่จุฬา ตอนนั้นมีกันแค่ 4-5 คน สอนอยู่จนถึงอายุ 52 ปี

 

“เส้นทางชีวิตการเป็นนิสิตและอาจารย์แพทย์”

ตอนแรกอาจารย์ไม่ได้คิดจะเรียนแพทย์นะ เมื่อก่อนตอนที่ยังเรียนมัธยมใครถามว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร เราบอกอะไรก็ได้แต่ว่าไม่เป็นครู ไม่อยากเป็นครู แล้วก็ไปๆมาๆ ก็เข้าวิทยาศาสตร์ ตอนนั้นมีสงคราม เขาก็เร่งให้เรียนเร่ง จะให้คณะวิทยาศาสตร์กับคณะวิศวะ ให้จบใน3ปี จึงต้องเพิ่มเวลาชั่วโมงเรียนตอนเย็น เพื่อนๆคณะอื่นเขาไม่ต้องอยู่เย็นใช่ไหม เขาก็กลับบ้านกันหมดละ เราอยู่คนเดียวถึงเนี่ย เรียนต่อจนถึง2ทุ่ม ก็เลยเอ๊ะ ไม่เอาดีกว่า ก็ไม่เอาละ ไม่เรียนละวิทยาศาสตร์เนี่ย จึงย้ายคณะ เมื่อก่อนนี้แค่ไปบอกที่สำนักงานน่ะ ฉันชื่อนี่ๆ ฉันไม่เอาแล้วนะ ฉันจะย้ายมาแพทย์ เขาก็เอาชื่อใส่ในแพทย์ ก็แค่นี้แหละ ง่ายมาก ก็เลยย้ายมาแพทย์ พอจบแพทย์ เขาตั้งคณะแพทยศาสตร์ ก็เลยต้องมาเป็นครูแพทย์ที่นี่

 

“สิ่งที่ประทับใจ หรือวีรกรรม ที่ประทับใจในการเป็นนิสิตแพทย์จุฬา”

ประทับใจที่ได้มาเป็นศิษย์เก่าจุฬา และมาเป็นอาจารย์อีก ก็อยู่กันเรียบร้อยดี อาจารย์เข้าคณะแพทย์ตอนอายุประมาณ 16-17 ปี เมื่อก่อนก็ค่อนข้างจะแก่น ไม่ค่อยกลัวใคร เดินผ่านหอประชุม พวกหนุ่มๆ ปรบมือแกล้งให้เรากลัว แต่เราไม่กลัวไง พอมาตบมืองี้ เราก็วิ่งขึ้นไปจะไปต่อว่าพวกที่มาตบมือ กลายเป็นเด็กผู้ชายที่กลัวแทน วิ่งหนีไปไหนเราก็ตามไปนั่นกระจัดกระจายกันไป

 

 


“การเป็นนิสิตแพทย์ และ อาจารย์แพทย์ ระหว่างอดีตกับปัจจุบันกับ”

...นิสิตแพทย์ก็ทั้งเรียนทั้งเล่นน่ะแหละ รุ่นแรกๆกับรุ่นหลังๆก็ไม่ค่อยแตกต่างหรอก แต่จุฬาก็มีชื่อขึ้นนะ เมื่อก่อนคล้ายๆว่าจุฬาด้อยกว่าที่อื่น ก่อตั้งทีหลัง แต่หลังๆมานี่ดีนะ สอบอะไรต่อไรดีขึ้น เขาก็รู้ว่าของเราก็มีคนดีๆคนเก่งๆเหมือนกัน ก็มีหลายคน จำได้ก็มี หมอจรัส4 ได้เป็นที่หนึ่งของทั้งประเทศ

...ปัจจุบันอาจารย์เยอะดี เค้าก็แบ่งสอนกันคนละนิดละหน่อย เมื่อก่อนอาจารย์ก็ต้องสอนหลายอย่างเพราะคนน้อย อย่างอาจารย์ก็ชอบทางด้าน Neuro5 แต่ต้องสอนหลายอย่างแบบ General pediatrics สอนได้สอนไม่ได้ก็ต้องสอน แต่ตอนนี้อย่าง Neuro ยังต้องแยกหลายเฉพาะทางเลย​​        

..ถึงจะให้สามารถย้อนเวลากลับไปได้70ปี อาจารย์ก็ไม่ได้อยากให้แพทย์จุฬาของเราเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะรู้สึกก็ดีอยู่แล้วเนอะ

 

“อยากให้อาจารย์ฝากให้กำลังใจน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ จะได้ให้อาจารย์เป็น idol”

ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก อาจารย์เป็นคนชอบสังคม เพราะงั้นก็เป็นหัวหน้าบ้างอะไรบ้างก็ดีนะ สมัยอาจารย์มันก็มีสะดุดๆบ้างเหมือนกัน บางตอนนะ เรียนๆไปเดี๋ยวเขาบอกจะยุบละอะไรอย่างนี้ เราก็ใจเสียแต่ก็ดี ฝ่าฟันกันมาได้ แพทย์จุฬาก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก็เพราะรุ่นน้องหลังๆนี่แหละ สุดท้าย ขออวยพรให้แพทย์ทุกคน หรือผู้ติดตามคอลัมน์ สุขภาพดี ให้เรียนให้สำเร็จแล้วก็ทำธุระการงานอะไรก็ขอให้เจริญรุ่งเรืองนะคะ

 

เรียบเรียงโดย นางสาว อภิสรา ว่องไวกิจไพศาล (นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69)
สัมภาษณ์: นางสาวธัญชนก ชูธรรมสถิตย์ (นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69)
นางสาวธัญญริน ธรรมเศรษฐ์ (นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69)
นางสาวปาณิสรา ฟางสะอาด (นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69)

 


หมายเหตุ:

1. อาจารย์หมอเฉลิม คือ ศ.นพ.เฉลิม พรมมาส อดีตผู้บัญชาการมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ริเริ่มตั้งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์นครเชียงใหม่ คณะสาธารณสุขศาสตร์ และคณะเทคนิคการแพทย์ ในสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์
2. ปัจจุบันตึกเรียนคณะแพทย์ใหม่ คือ อาคารแพทยพัฒน์
3. Medicine
4. หมอจรัส คือ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั ผู้ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกแพทยศาสตร์เป็นคนแรก เพื่อไปศึกษาต่อวิชาประสาทศัลยศาสตร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
5. Pediatrics neurology

กองทุนช่วยเหลือศิษย์เก่า

และครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน

กองทุนสำหรับการช่วยเหลือครอบครัวศิษย์เก่าที่ประสบปัญหา
ดำเนินการภายใต้มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย