People of MDCU

คิดถึง MDCU

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กับหลากหลายบทบาทชีวิต

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กับหลากหลายบทบาทชีวิต

• ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา

• นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อชุมชน และเพื่อประชาธิปไตย

• ครูแพทย์ในชนบท

 

ค่านิยมของนักเรียนแพทย์ในปัจจุบันต่างก็มุ่งเน้นในการต่อยอดเป็น specialist ในขณะที่การเป็นแพทย์ชนบท เป็นทางเลือกหนึ่งที่หลายๆ คนอาจมองข้าม วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราได้พูดคุยกับแพทย์ชนบทตัวจริง นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์จุฬาฯ รุ่น 44 ผู้มีชีวประวัติเข้มข้น และชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าประทับใจทั้งอุดมการณ์ยึดมั่น ความทุ่มเท รวมไปถึงสายสัมพันธ์อันดีกับผู้ป่วยและชุมชนที่เราอาจจะไม่ได้รับฟังกันบ่อยๆ ในสังคมแพทย์ยุคปัจจุบัน

ทางทีมงานขอเชิญท่านผู้อ่านพบกับบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ รับรองว่าอ่านแล้วท่านจะรู้สึกเหมือนได้นั่งฟังด้วยตัวเองเลยทีเดียว

 

“ชีวิตวัยเรียน ในฐานะนักกิจกรรมตัวยง”

ตอนเรียนทำกิจกรรมเยอะ มีเข้าชมรมค่ายอาสาสมัคร สโมสรนิสิตจุฬาฯ ค่ายอาสาสมัครต่างจังหวัด ซึ่งเข้าใจว่าในปัจจุบันชมรมนี้ไม่มีแล้ว สมัยปี 3 ได้เป็นประธานชมรมค่าย ตอนนั้นชมรมค่ายอาสานี่มีอยู่ 6 ชมรม ตอนนั้นอยู่ที่ตึกจุลจักรพงษ์ เป็นค่ายกลางของมหาวิทยาลัย แล้วเพื่อนๆก็ชวนกัน ก็คิดว่า “เอ้ เราทำค่ายอาสาก็รู้สึกว่า กระแสกิจกรรมในจุฬาฯ น่าจะรับใช้สังคมมากกว่านี้” ตามคำขวัญของจุฬาฯ ที่ว่า “เกียรติภูมิจุฬาฯ คือ เกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน” ก็เลยได้รวมตัวมาลงสมัครรับเลือกตั้งกันเลยดีกว่า พี่ลงกับเพื่อนๆก็ลงมือฟอร์มทีม เพื่อนๆก็เห็นว่าพี่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ (อบจ.) ลงสมัครเบอร์ 3 ชื่อทีมจุฬาฟ้าใหม่ ก็มีพี่เป็นหมอคนเดียว ที่เหลือเป็นเพื่อนๆคณะอื่น เศรษฐศาสตร์ ครุศาสตร์ บัญชี ตอนนั้นมีหลายคณะมาก เราชนะการเลือกตั้งอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนชนะก็ตกใจเล็กน้อยว่า  แล้วจะเรียนจบไหมเนี่ย (หัวเราะ) ช่วงนั้นมีปฏิวัติรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. นำโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ตอนนั้นมีพลังนิสิตนักศึกษาไปประท้วงกัน เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ยิงกันที่ราชดำเนิน ตอนนั้นพี่เรียนดมยา ช่วงที่พี่ขึ้นวอร์ดดมยา ปี 5 พี่ก็ไม่ได้เข้าเรียนประมาณหนึ่งอาทิตย์ ไปประท้วง นอนแถวราชดำเนิน ก็ทำให้เก็บเคสดมยาไม่ครบ 10 เคส แต่ว่ามันต้องลงวอร์ดละ ไปขึ้นวอร์ดใหม่ แต่อาจารย์ก็ใจดีช่วยเหลือ ให้เรามาเก็บเคสทีหลัง อย่างขึ้นวอร์ดอื่นๆ ถ้าว่างก็ให้พี่มาเก็บเคสดมยาได้จนครบ ก็เลยเรียนจบตามกำหนด 6 ปีได้  ปีที่ 5 ก็เป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 6 ก็เป็น extern ตามปกติ ช่วงนั้นตั้งใจเรียนมากๆ ไปเป็น extern ที่สุรินทร์ 3 เดือน ได้ประสบการณ์มากมาย และก็ได้จบตามเวลา ด้วยเกรด 3.26 ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ

 

“ครูต้นแบบที่นับถือ”

ถ้าในโรงพยาบาลจุฬาฯ ก็จะมี พี่ได้เข้าเคสผ่าตัดสมองกับอาจารย์จรัส สุวรรณเวลา นิวโรศัลย์ ท่านเคยเป็นอธิการบดีจุฬาฯ ตอนนี้ท่านน่าจะไม่ได้สอนแล้ว อายุน่าจะ80-90 แล้ว ตอนนั้นอาจารย์จรัส ท่านเป็นอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วยังมีโอกาสมาผ่าตัดอยู่บ้าง อาจารย์นุ่มมาก ไนซ์ คืออาจารย์รุ่นอาวุโสจะมีความไนซ์มาก 

อีกท่านคืออาจารย์ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ หมอสูติฯ อาจารย์กลุ่มเหล่านี้เป็นอาจารย์อาวุโสมากๆ อายุก็80-90 กันหมดแล้วล่ะตอนนี้ เพราะสมัยที่พี่เรียนท่านก็เป็นอาจารย์อาวุโสที่ใกล้จะเกษียณแล้ว 7 โมงเช้ามายืนรอราวน์วอร์ด นักศึกษาแพทย์วิ่งกันกระหืดกระหอบมา อาบน้ำหวีผมแทบไม่ทัน อาจารย์มายืนรอนักศึกษาแพทย์ เพื่อที่จะเรียนข้างเตียง bedside teaching 7 โมง สมัยพี่มีทุกวอร์ดเลยนะ bedside teaching 7 โมง ยัน 8 โมง หลังจาก8 โมงก็ไปเข้าเล็กเชอร์ ไปทำโน่นทำนี่ต่อไป อาจารย์ก็ไปตรวจ OPD หรืออาจารย์ก็ไปทำอย่างอื่น พวกนี้มันก็หล่อหลอมเรา อาจารย์อาวุโสกลุ่มนี้แหละก็หล่อหลอมให้เรามีความรับผิดชอบ หล่อหลอมด้วยการเป็นต้นแบบที่ดี

ส่วนนอกคณะก็จะมี เช่นอาจารย์ประเวศ วะสี ซึ่งทำงานทางสังคมเยอะ เป็นต้น ซึ่งก็เป็นสายหมอนะ สายไม่หมอก็มีอีกหลายคน

คืออาจารย์เหล่านี้ก็ไม่ได้สอนเราแต่ว่าสร้าง “inspire” ให้เรา ทำให้เราเห็น เป็นตัวอย่าง เราก็ inspire เอาวิธีที่อาจารย์ทำมาไปสร้าตัวตนของเราต่อ

 

“ชีวิตการทำงาน”

จบมาก็กลับไปสงขลา เพราะบ้านอยู่หาดใหญ่ ก็ตั้งใจว่ากลับจะไปทำงานที่สงขลา ตอนนั้นก็ได้ไปเป็น intern ที่โรงพยาบาลสงขลา และปี 2 ก็ไปทำงานที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เป็นโรงพยาบาลชายแดนที่อยู่ห่างจากตัวจังหวัด 100 กิโลเมตร ก็มีหมอ 2 คน  ก็มีพี่กับเพื่อนอีกคนซึ่งเป็นรุ่นเดียวกัน เพื่อนที่อยู่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จบมาตอนนั้นก็ไม่มีรถ ยังไม่ได้ซื้อ ไม่มีเงินซื้อรถ ต้องเดินทางด้วยรถเมล์ 2 ชม ครึ่ง แต่ว่าเราก็อยู่นอนโรงพยาบาลนะ วันจันทร์ตอนเช้าก็ตื่นตีห้า ไปขึ้นรถรถเมล์คันแรก ไปถึง โรงพยาบาล ประมาณ 8 โมง จากนั้นก็อยู่โรงพยาบาลจนถึงศุกร์ ถ้าจะกลับบ้านก็กลับศุกร์เย็น แล้ววันจันทร์ก็ไปใหม่ แต่เพราะอยู่กัน 2 คนก็ต้องอยู่เวร ศุกร์เว้นศุกร์ อยู่มาได้ 1 ปีถึงได้ซื้อรถคันแรก ขับไปได้ 2-3 ปีก็ลงข้างทาง ง่วง แต่ก็โอเค ไม่ได้บาดเจ็บอะไร เพราะระยะทางมันไกล

อยู่สะบ้าย้อย 4 ปีก็ย้ายมาอยู่ อ.จะนะ จ.สงขลา ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน พี่จบจากจุฬาปี 37 เป็น intern ประมาณหนึ่งปี แล้วก็ไปสะบ้าย้อย พอปี 42 ก็มาอยู่จะนะ แล้วก็ยาวมาจนถึงปัจจุบัน

 

“แพทย์จบใหม่ กับ บทบาทผู้อำนวยการโรงพยาบาล”

สมัยที่พี่จบเป็นผู้อำนวยการง่ายมาก เป็นตำแหน่งที่มีเยอะแยะเลย โรงพยาบาลที่ไม่มีผู้อำนวยการ พอไปอยู่สะบ้าย้อย 2 คน ก็คือพี่ผู้อำนวยการจะไปเรียนแล้ว เราก็ไปอยู่แทนพี่ เลยก็ได้เป็นผู้อำนวยการเลยตั้งแต่เรียนจบ ไม่มีใครทั้งโรงพยาบาลเราแก่สุด อยู่กับเพื่อนอีกคน เพื่อนอีกคนก็ไม่อยากเป็น ก็เลยได้เป็นผู้อำนวยการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ค่อยๆ เรียนรู้เอา

ส่วนการเรียน จบมาก็ไม่ได้เรียน specialist ต่อเลย ก็ได้อบรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น อบรมอาชีวเวชศาสตร์ 2 เดือน ก็ได้ประกาศนียบัตร Occupational Health มาก็พอทำงานได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ ได้อนุมัติบัตรเวชศาสตร์ครอบครัว ที่เรียนจริงจังก็ไปเรียนสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิตที่เบลเยียมตอนปี 2554 หนึ่งปีแล้วก็กลับมาทำงานที่จะนะเหมือนเดิม ก็ยังเป็น GP อยู่ ยังทำงาน GP ตรวจคนไข้อยู่

 

“ก้าวข้ามปัญหาการสื่อสารกับคนในท้องถิ่น”

เราเรียนรู้ภาษาได้นะ อย่างภาษายาวีเนี่ยพี่ก็เรียนรู้ คืออย่างถ้าพี่อยู่สะบ้าย้อยหรือจะนะ ก็จะมีชาวบ้านที่พูดภาษายาวี ซึ่งเป็นภาษามลายูท้องถิ่น พี่ก็ฝึกภาษาเหล่านั้นบ้าง พอที่จะคุยกับชาวบ้านได้เล็ก ๆ น้อย ๆ แม้ว่าจริง ๆ ชาวบ้านพูดไทยได้ คุยรู้เรื่อง แต่เราต้องใช้ภาษาพูดที่เข้าใจง่าย ไม่พูดภาษาซับซ้อน พูดไทยเป็นหลัก แต่ว่าพี่ก็เรียนรู้ภาษายาวีบ้าง เพื่อให้เค้ารู้สึกว่าเรา “อ่อนน้อมในเชิงวัฒนธรรม” เข้าใจภาษาเค้าเล็กๆน้อยๆ  ไม่ยาก พออยู่มานานก็จะคุยได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่คุยได้เป็นภาษาแพทย์ไม่ใช่ภาษาพวกภาษาสิ่งแวดล้อม ภาษาการเมือง ภาษาสังคมศาสตร์ พี่คุยไม่ได้ แต่ก็มีพี่อยู่หลายคุยได้นะ พี่ ๆ ที่อยู่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส หมอส่วนใหญ่จะพูดภาษายาวีได้เป็นฉาก ๆ พูดได้เยอะ เพราะชาวบ้านพูดยาวีล้วน ๆ 

 

“ความประทับใจในโรงพยาบาลชุมชน”

คนละแบบกับตอนอยู่จุฬาฯ ตอนอยู่จุฬาฯก็ดี ก็อบอุ่น เพื่อนฝูงเยอะ สบาย ความมั่นใจสูงเพราะเรามีที่ปรึกษา ทำไม่ได้ก็เรียกรุ่นพี่เรียกอาจารย์มาช่วย พี่จบใหม่พี่ไปเปิด appendix ที่สะบ้าย้อย เปิดไปแล้วหาไม่เจอ หายังไงก็ไม่เจอ แล้วก็ดมยาจนรู้สึกว่ายาสลบจะ overdose แล้ว จะทำยังไงดี พี่ก็โทรไปหารุ่นพี่ที่เป็นหมอศัลย์ซึ่งอยู่โรงพยาบาลนาทวี พี่ก็บอกให้ยืนดูแลคนไข้ไปก่อน เดี๋ยวขับรถไปช่วย ทาง 50 กิโลฯ คุณหมอแกก็ใจถึงขับรถมาช่วย ระหว่างนั้นพี่ก็หาไปเรื่อย แล้วเราก็ติดต่อแกไม่ได้นะ สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ระหว่างที่รอพี่ก็หาไปเรื่อย สุดท้ายพี่เค้ามาถึงหน้าห้องผ่าตัด ก็บอกพี่เค้าว่า “ เพิ่งเจอพอดีเลยครับพี่ หาเจอแล้ว” แกก็ตอบว่า “หรอ ดีใจด้วย ถ้างั้นพี่กลับแล้ว” แกก็ขับรถกลับ มันก็จะมีประสบการณ์การทำงานที่มันต้องตัดสินใจต้องทำให้ได้  ในรัศมี 40-50 กิโลเมตรไม่มีใครนอกจากเรา โดยเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพื่อนอีกคนก็กลับบ้าน เราก็ต้องเป็น solo doctor ใส่ tube ไม่เข้าก็ต้องใส่จนเข้า เด็กจะคลอดติดไหล่ติดอะไรก็ต้องพยายามทำให้ได้ แต่ความรู้ที่เราเรียนจากจุฬาฯ นี่เพียงพอนะ พอที่เราจะมาผจญภัยเอง แต่ว่าถ้าเรามีความจริงใจดูแลคนไข้ดี ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องการฟ้องร้อง เพราะชาวบ้านก็เข้าใจ ภายใต้บริบทแบบนั้น เราทำเต็มที่แล้ว 

 

“ประสบการณ์การเป็นแพทย์ที่ยังไม่ลืม”

พี่เคยเจอเคส Eclampsia ครั้งนึง ตอนนั้นอยู่คนเดียว คนไข้จะ full dilate อยู่แล้ว ความดันสูง referไม่ทัน จะคลอดแล้ว ไม่งั้นคลอดบนรถแน่ คนไข้ก็ชัก ให้ MgSO4   แม่ก็ BP drop ลงเรื่อย ๆ แล้วก็ arrest แต่ fully dilate แล้ว ตอนนั้นก็คงไม่ทันแล้ว พี่ก็เอา forceps คีบเด็กออกมา เด็กจะออกอยู่แล้วเอาหัวออกมาแล้ว เลยเอา forceps คีบออกมา ตัดสายสะดือเรียบร้อยก็ไปปั๊มป์แม่ แม่ไม่รอด เคสนี้แม่ตาย แต่เด็กรอด

วันรุ่งขึ้น พ่อก็อุ้มเด็กมาให้เราตั้งชื่อ บอกอยากให้หมอตั้งชื่อให้หน่อย ขอบคุณหมอมากเลย ขอบคุณที่ยังช่วยลูกเขาได้ เขาเป็นมุสลิม เราก็ตั้งชื่ออะไร กลับไปนอนคิด น่าสนใจมากเลย ชื่อเกษม ชื่ออะไรดี เราก็คิดไปคิดมา น่าจะชื่อเด็กชายบุญยังมีนะ หรือเป็นบุญมี หรือบุญยัง ก็คิดได้ประมาณนี้ พอรุ่งเช้าอีกวัน พ่อก็มาถามว่าหมอตั้งชื่อได้หรือยัง จะ discharge แล้ว เพราะเด็กแข็งแรงดี ก็บอกพ่อเขาว่า งั้นคุณพ่อไปตั้งชื่อเองเถอะ ชื่อแบบมุสลิมนี้แหละ ชื่อที่คุณพ่อชอบนี้แหละ  ให้พ่อเขาตั้งชื่อเองเขาก็จะตั้งชื่อแบบมุสลิมของเขา ก็ดีกว่าเราตั้งบุญมี บุญยังมี บุญยัง มันไม่เพราะเท่าไหร่ มันไทยไป มันไม่สอดคล้องกับบริบทเขา

ก็สนุกดีครับ พี่ว่ามันท้าทาย มันก็ไม่ได้ท้าทายแค่เคสยาก ๆ แบบนี้เท่านั้นนะ 

ตอนพี่อยู่จะนะ มีชาวบ้านมาตามตอนสี่โมงเย็น อสม.ขี่มอไซค์มาบอกว่า “หมอ อยากให้ไปดูเคสคนแก่คนหนึ่งที่นอนอยู่ที่บ้าน เขาแน่นิ่งไป นิ่งมากเลยเหมือนกำลังจะตาย แล้วญาติเขาทะเลาะกัน ญาติฝ่ายนึงบอกว่าอยากพามาโรงพยาบาล แต่ญาติอีกฝ่ายเขาบอกว่าไม่ต้องพามาแล้ว ให้ไปขึ้นสวรรค์อย่างสงบ เขาตัดสินใจกันไม่ได้ อยากให้หมอไปช่วยดู” พี่ก็โอเค “ไป” เราก็ขึ้นมอไซค์ของอสม.ไป สักสิบนาทีก็ถึง ไม่ไกล ผู้ป่วยนอนแน่นิ่ง ดูๆแล้ว  vital sign ก็ยังใช้ได้ เอายาเก่ามาดู มีซองยาเบาหวานอยู่ด้วย แล้วพี่ก็ไม่ได้เอา DTX ไปเจาะ พี่ก็ไม่มั่นใจแล้ว เอ๊ะ หรือว่า  hypoglycemia พี่ก็บอกว่า เอาไปโรงพยาบาลดีกว่า ญาติก็อุ้มใส่รถกระบะที่มีในหมู่บ้าน ไปโรงพยาบาล พอมาถึงญาติก็มาเต็ม ER เลย มาทั้งหมู่บ้านเลย  ล้อมหน้าล้อมหลัง เราก็เจาะน้ำตาล เฮ้ย Hypoglycemia จริง เราก็ฉีด glucose ให้ไปบ้องหนึ่ง ยังไม่หมดบ้อง 50 cc เลย คนไข้ก็เริ่มตื่น แบบขยับแขนขาได้  แล้วก็ลุกขึ้นมาทำท่าสะลึมสะลือ ทำท่าจะตื่น ญาติก็ฮือฮา ญาติดีใจมาก ตื่นด้วยยาฉีดของหมอ เป็นยาวิเศษ ประมาณนั้น

มันเป็นเคสที่เราภูมิใจ ก็จะมีเคสแบบนี้นาน ๆ ครั้ง ไหลมาเรื่อย ๆ ทำให้เราอยู่ในพื้นที่ได้ มันก็ไม่ได้เป็นเคสยาก ๆ หรอก แต่เป็นเคสพื้นฐาน ความรู้พื้นฐานที่เราเรียนนี่แหละ เพราะเคสยาก ๆ เราก็refer หมด เพราะที่จะนะนี่ทำไม่ได้

 

“ผู้มีบทบาทร่วมวางหลักสูตรวิชา Clinical Immerging”

ที่ ม.อ. โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มีแนวคิดว่าจะทำยังไงให้แพทย์อยู่ชนบทยาวนาน หรืออยู่โรงพยาบาลชุมชนยาวนานกว่านี้ เพราะเค้าก็เจอปัญหา 3 ปีครบใช้ทุนก็ออกเหมือนกัน เค้าก็เลยคิดว่าเด็กปี 2 ควรได้สัมผัสโรงพยาบาลชุมชน จึงพัฒนาวิชา”Clinical immerging  หรือ สัมผัสชีวิตแพทย์” ขึ้นมาให้น้อง ๆ ปี 2 ซึ่งยังใสซื่อบริสุทธิ์นี่ได้ลองไปอยู่โรงพยาบาลชุมชนราว 3 อาทิตย์ พี่ได้ไปช่วยออกแบบหลักสูตร พาน้อง ๆ ไปอยู่โรงพยาบาลชุมชน ไปแล้วก็ต้องเก็บ case สัมภาษณ์หมอ สัมภาษณ์ผู้ป่วย ไปเดินตาม case ตั้งแต่ห้องทำบัตรยันห้องเก็บเงิน ต้องไปเยี่ยมบ้าน แล้วก็มีติวเรื่องราวของชีวิตจริง พี่ ๆ ก็มีพาน้องไปเที่ยวบ้าง ได้พาน้องได้เรียนรู้จากชุมชนกับชีวิตการเป็นหมอจริง ๆ รู้ว่า ER มันอยู่ยังไง OR เราทำได้แค่ไหน LR เป็นอย่างไร

อันนี้เป็นวิชาที่ดีมาก ทำให้น้องได้เห็นชีวิตจริงของการเป็นแพทย์ แล้วกลับมาเค้าจะตั้งใจเรียนมากขึ้นด้วย เพราะรู้แล้ว เฮ้ย ความรู้มันสำคัญนะ มั่วไม่ได้ไม่ดี แล้วก็ได้ทัศนคติที่ดีต่อการทำงานในชุมชนด้วย  อีกวิชาที่พี่ช่วยสอน พี่ว่าวิชานี้ก็โอเคคือวิชา health promotion ส่วนใหญ่พี่สอนจากประสบการณ์มากกว่า ก็คือพี่เล่า case ที่พี่เจอ สอนจากประสบการณ์ 

 

“Health Promotion”

ทัศนะ health promotion ของพี่ ที่พี่ทำคือ พี่จะให้ความสำคัญไม่ใช่แต่เรื่องของ Personal Health Promotion อย่างเดียว เราไม่ได้ทำแต่เรื่องฝากท้อง ฉีดวัคซีน สุขศึกษาดี เพศสัมพันธ์ปลอดภัย กินอาหารสะอาดถูกสุขลักษณะ อะไรที่เป็นส่วนบุคคลเท่านั้น แต่พี่สนใจ health promotion ที่เป็นเชิงทำให้ชุมชนเข้มแข็ง สร้างสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้ดี จะทำอย่างไรให้ชุมชนจัดการขยะ โรงงานมาก็จะกำกับโรงงานไม่ให้ปล่อยน้ำเสีย หรือว่าทำเรื่องน้ำ ถ้าหน้าแล้งไม่มีน้ำจะทำยังไง หมู่บ้านมีปัญหาเรื่องไม่มีน้ำ จะทำฝายได้มั้ย บางคนอาจมองพี่ว่าทำอะไรที่มันแปลกนอกวิชาชีพ แต่พี่ถือว่างานพวกนี้เป็น health promotion หมด ทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี ลำพังสุขภาพดีแบบตัวบุคคลนั้นไม่พอ ต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและชุมชนที่ดีด้วย ช่วงหลังพี่เข้าไปทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะจะนะมีโรงแยกแก๊ส กับโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่คล้ายมาบตาพุด กำลังจะมีท่าเรือน้ำลึกเลียนแบบมาบตาพุด พี่ก็ไปช่วยชาวบ้านบ้าง ประท้วงบ้างตามสมควร

หลังๆ หนเที่สำคัญอันหนึ่งคือ พี่อ่านเอกสารไปอธิบายให้ชาวบ้านฟัง เอกสารรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) แล้วก็ไปอธิบายให้ชาวบ้าน ชาวบ้านก็บอกว่า “เฮ้ยนี่มันเขียนผิด นี่มันไม่ใช่” ข้อเท็จจริงมันไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เราก็คือช่วยกัน ช่วยกันดูโครงการให้มันเหมาะสม ถ้าโครงการไม่เหมาะสมเราก็ค้าน เราเป็นเพื่อนกับชุมชน เคียงข้างชุมชน แต่ชุมชนเขาต้องเดินด้วย เขาต้องนำ เพราะถ้าชุมชนไม่นำ พี่ก็ไม่ทำ พี่ก็ไม่ช่วย ถ้าชุมชนไม่ร้องขอเราไม่ช่วย เพราะถ้าเราทำอยู่คนเดียวมันก็ไม่รอดทำไม่ไหว และอันตราย

พี่คิดว่าวงการแพทย์เราทั้งโลกกำลังเข้าสู่การรักษาเป็น specialist และ over specialist เกินไป ซึ่งจริงๆสังคมเราต้องการ health promotion ที่แพทย์ออกมาให้ความรู้ ให้ความคิดกับสังคมมากกว่านี้ คนจะได้ป่วยน้อย และไม่ใช่เรื่องความรู้ในการปฏิบัติตนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องนโยบายที่ดี เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นเรื่องการจัดระบบบริการที่ดี อย่างยาฆ่าแมลงเนี่ยเป็นต้นเหตุมะเร็ง ใครๆก็รู้ แต่ยังฉีดกันมโหฬารเลย ถ้าแพทย์เราตื่นตัวทั้งประเทศมาช่วยกันรณรงค์ให้รัฐบาลเลิกนำเข้ายาฆ่าแมลงได้ไหม แล้วมาทำสารสกัดจากชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพมารดแทน เราจะได้แก้ต้นเหตุ บทบาทเหล่านี้แหละที่มันขาดๆหายๆไปในช่วงหลัง หรือว่าทำให้สิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อจะได้ลดการป่วย เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้คน  ปัญหาพวกนี้เป็นเรื่องวิธีคิดนะ ไม่ใช่เป็นเรื่องเทคนิค ไม่ใช่เทคนิคการให้สุขศึกษา แต่มันเป็นวิธีคิดว่าเราจะต้องมี health promotion mind อยู่ในใจ มีโอกาสต้องทำเรื่อง health promotion เพราะมันเป็นภารกิจของแพทย์ทุกคน ไม่ใช่ภารกิจของแพทย์แบบผม หรือแพทย์โรงพยาบาลชุมชนเท่านั้น

 

“บทบาทอาจารย์สอนนักศึกษา

ชอบเป็นอาจารย์แบบที่เป็นอยู่ คือ ปักหลักอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน ไม่อยากเข้ามหาลัยฯ แต่ว่าชอบที่น้องๆมาเรียนรู้ที่โรงพยาบาลชุมชนของพี่ แล้วพี่ก็พาน้องๆเข้าเยี่ยมเคส พาไปเย็บแผล พาลงหมู่บ้าน พาราวน์วอร์ดดูเคสง่ายบ้างยากบ้าง พาไปชันสูตรศพ พาไปโน่นนี่นั่น เป็นการเรียนรู้สมัยโบราณ ที่เมื่อก่อนการเรียนหมอก็คือการตามอาจารย์อย่างเดียว จะเป็นจอมยุทธ์ก็ต้องตามอาจารย์อาวุโส ซึ่งพี่ว่าดี เรียนรู้จากปฏิบัติจริง คือพี่เป็นสายพวกนักบู๊ วิชาการพี่ไม่เด่นนะ patho-physio นี่พี่ก็ไม่ถนัด

เพื่อเชื่อในการเรียนรู้จากการทำจริง พี่เชื่อในทฤษฎีถีบให้ว่ายน้ำ ไม่ต้องว่ายเป็น สอนนิดหน่อยแล้วเดี๋ยวถีบลงสระก็ว่ายเป็นเอง ไม่ต้องประคบประหงมมาก คือเราถูกสอนมาแบบนี้ เพราะสมัยพี่ พ.ศ.2537 หรือ23ปีที่แล้ว การเรียนการสอนมันก็ไม่ได้มีอาจารย์มาประคบประหงมเราเยอะแยะ เราก็ต้องเรียนรู้เองเยอะ ตอนปี 6 เราก็ต้องเรียนรู้อยู่ ICU เอง อาจารย์ก็มีน้อย เราเข้าเคสผ่าตัดทำ Cesarean section อะไรเอง มีปัญหาโทรตาม ไม่มีปัญหาทำไปเลย เพราะบางทีอาจารย์เขาก็ทำงานไม่ไหวไม่ทัน เพราะเคสมันเยอะ ICD ใส่ได้ไหม ใส่ได้ใส่เลย ใส่ไม่ได้โทรตามตามรุ่นพี่ ทำอะไรได้ทำ แพทย์สมัยก่อนถูกสอนในโตมาด้วยลงมือปฏิบัติ

พี่ว่าถ้าเราสอนในห้องเรียน นักศึกษาแพทย์ก็จะดูหงอยๆ ไม่ค่อยสดชื่น ไม่ค่อยตอบสนองต่อการถามเพราะว่าห้องใหญ่ สอนที 100-150คน แต่ถ้าเมื่อไหร่เราสอนแบบ 30,20,15 คน แล้วทำกลุ่มให้ discuss กัน เอาปัญหามาตั้งแล้วช่วยกัน discuss ช่วยกันคุยเพราะจริงๆ แล้วนักศึกษาแพทย์มีไอเดียนะ มีความคิดสร้างสรรค์กล้าแสดงออกใช้ได้เลย และถ้ายิ่งสอนในชุมชน พาเข้าหมู่บ้านทีละ 3-5คน คุยกับชาวบ้าน discuss กับชาวบ้าน แม้ว่าเขาจะคุยไม่เก่งแต่ว่าแววตาของการเรียนรู้และความสนุกเนี่ยจะเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้นพี่ก็พยายามเสนอว่าคณะแพทย์ควรต้องจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับ health promotion เวลาเราเรียนศัลยกรรมเนี่ยเรายังต้องเข้าเคสใช่ไหม เรียนศัลย์ เรียนสูติ อ่านแต่ textในตำราได้ไหม จะผ่าเป็น ทำคลอดเป็นได้ยังไง  health promotion กับเวชศาสตร์ชุมชนก็เหมือนกัน ถ้าเรียนแค่ในตำราในห้องเรียนมันก็แค่นั้นแหละ เพราะจริงๆมันต้องมีแลป แลปก็คือลงหมู่บ้านลงชุมชน แลปที่ดีที่สุดก็เอาไปฝากพี่ๆที่โรงพยาบาลชุมชนแล้วอาจารย์ไปเยี่ยมบ้าง

 

“ฝากทิ้งท้าย ถึงน้องๆนิสิตแพทย์จุฬาฯ”

มีแพทย์จุฬาฯ อยู่ทนในโรงพยาบาลชุมชนน้อยมากๆ ซึ่งอันนี้คงไม่สามารถโทษน้องได้ คงต้องโทษระบบของสังคม จริงๆก็อยากให้น้องลองเลือกถามคำถามกับชีวิตบ้างนะ ไม่ต้องทุกคนก็ได้ ว่าเราจะทำประโยชน์อะไรได้บ้างให้แก่สังคม ชีวิตเราก็ไม่ได้ยาว พี่ก็อยู่มา 20 กว่าปีโดยไม่รู้ตัว เราจะทำประโยชน์อะไรให้กับโลกมนุษย์ได้บ้าง อีกไม่นานเราก็ขึ้นสวรรค์ เอ๊ะแล้วโลกจะจารึกชื่อเราไว้อย่างไร เพราะเวลาหมุนเร็วมาก แล้วพื้นที่ของการทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ก็ยังมีพื้นที่ให้สร้างสรรค์อย่างมากมายเลย คือขอแค่เรามีใจ สนใจอยากทำงานชุมชนและมาปักหลังโรงพยาบาลชุมชน และถ้าเราดูแลคนไข้ดี ไม่เกิน3 ปี เราจะเป็นที่รักของชุมชนแล้วเราจะทำอะไรได้อีกเยอะ เพราะชาวบ้านจะเคารพศรัทธา จะให้เครดิตเรา จะเชื่อเรา จะทำงานร่วมกับเราและช่วยเหลือเรา ชุมชนได้อะไรมาก็จะมาฝากเรา พี่เคยได้กั้งได้กุ้งตัวใหญ่ๆ พี่เคยได้ฟักทองลูกเท่าโต๊ะญี่ปุ่นคือเป็นฟักทองที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เค้าปลูกได้เค้าเอามาฝากเรา วันดีคืนดีเขาเอาปูม้าต้มเอามาฝากเรา  โทรมาถามว่า “คุณหมออยู่ไหม” “อยู่ครับ จะมาตรวจหรอ” “เปล่าจะเอาปูมาฝาก เอาทุเรียนมาฝาก” เราจะได้อะไรแบบนี้นะ เราจะไม่ได้สร้อยทอง ไม่ได้กล่องของขวัญหรืออะไรเป็นเสื้อสวยๆ เราจะไม่ได้กระเช้าแบบในห้าง เราจะได้สะตอ เราจะได้สับปะรด เราจะได้ผลหมากรากไม้ เป็นความสุขของชีวิตที่เขาคิดถึงเรา คือไม่ใช่ได้แค่ของ แต่เป็นความรู้สึกดีๆจากคนไข้ด้วย

 

เรียบเรียงโดย :     
นางสาว ธัญญริน ธรรมเศรษฐ์ (นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69)

สัมภาษณ์โดย :     
นาย ภากร เดชาวิจิตร (นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69)
นางสาว ศิวภรณ์ มโนมัยสันติภาพ (นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69)
นางสาวชนนันท์ ชูชีพชื่นกมล (นิสิตแพทย์รุ่นที่ 71)

 

กองทุนช่วยเหลือศิษย์เก่า

และครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน

กองทุนสำหรับการช่วยเหลือครอบครัวศิษย์เก่าที่ประสบปัญหา
ดำเนินการภายใต้มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย